"วิตามินอี มีดีกว่าที่คิด"

แท้จริงแล้ววิตามินเราได้รับมาอย่างไร มีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง วันนี้ภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อนฯ….จึงขอเล่าเรื่อง “วิตามินอี…มีดีกว่าที่คิด” เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดูแลร่างกายของเรา ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลยครับ
 
1. วิตามินอีขอแนะนำตัว
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) จัดเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป โดยหน้าที่ที่สำคัญของวิตามินอีนั้นรู้จักกันดีในชื่อของ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidant) ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์หรือเนื้อเยื้อในร่างกายและเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย
 
2. วิตามินอี…มีที่ใดบ้าง
โดยทั่วไปอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีนั้นสามารถพบได้จากธรรมชาติหลายชนิด เช่น อาหารจำพวกถั่ว ธัญพืช ไข่ พืช ผัก ผลไม้ นอกจากนี้ยังพบได้ในน้ำมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น
 
3. ภาวะขาดวิตามินอี
ภาวะการขาดวิตามินอีจากอาหารนั้นสามารถพบได้น้อยมาก แต่มักจะพบภาวะการขาดวิตามินอีจากความผิดปกติในการดูดซึมไขมันของร่างกาย เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ หรือมีโรคทางพันธุกรรม โดยอาการอื่น ๆ ที่สามารถสังเกตได้จากภาวะขาดวิตามินอีคือเรื่องระบบประสาทการรับสัมผัส เช่น อาการช้า การเดินเซ ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
 
4. จะเป็นยังไงหากได้รับวิตามินอีมากเกินไป
ผลกระทบต่อร่างกายจากการบริโภควิตามินอีเกินขนาดมีไม่มากนัก แต่อาจพบอาการอ่อนแรง อ่อนเพลีย ตาพร่า ปวดหัว หรือเกิดความผิดปกติของการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย รวมถึงอาจมีอาการเลือดไหลไม่หยุด อาการเลือดออกในสมอง (cerebral hemorrhage) ในผู้ป่วยที่ขาดวิตามินเค และโรคที่รบกวนการดูดซึมของไขมัน (abetalipoproteinemia) ได้บ้างในบางราย อย่างไรก็ตาม ถ้าได้รับในปริมาณวิตามินอีไม่เกินวันละ 800 IU (530 mg/day) ก็จะไม่ส่งผลต่อการเกิดความผิดปกติใด ๆ
 
5. ทำไมต้องตรวจวัดระดับวิตามิน ?
การตรวจวัดระดับวิตามินอีในร่างกายนั้นสามารถช่วยประเมินภาวะการขาดหรือเกินของวิตามิน และอาจใช้ในการวินิจฉัยโรคทางผิวหนังบางชนิดที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ด้วยเช่นกัน
 
ติดต่อภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อนและวิทยาศาสตร์อาหารได้ที่ : https://www.tm.mahidol.ac.th/nutrition/
 
ข้อมูลต่างๆและเอกสารอ้างอิง
  1. Pan, Q., Shen, M., Yu, T., Yang, X., Li, Q., Zhao, B., Zou, J., Zhang, M. (2020). Liquid chromatography as candidate reference method for the determination of vitamins A and E in human serum. Journal of Clinical Laboratory Analysis, 34(12), 1-7.
  2. Siluk, D., Oliveira, R.V., Esther-Rodriguez-Rosas, M., Ling, S., Bos, A., Ferrucci, L., Wainer, W.I. (2007). A validated liquid chromatography method for the simultaneous determination of vitamins A and E in human plasma. Journal of pharmaceutical and biomedical analysis, 44(4), 1001-1007.
  3. Aksoz, E., Korkut, O., Aksit, D., Gokbulut, C. (2020). Vitamin E (α‐, β+ γ‐ and δ‐tocopherol) levels in plant oils. Flavour and Fragrance Journal, 35(5), 504-510.
  4. Lu, D., Yang, Y., Wu, X., Zeng, L., Li, Y., Sun, C. (2015). Simultaneous determination of eight vitamin E isomers and α-tocopherol acetate in functional foods and nutritional supplements by gas chromatography – mass spectrometry. Analytical Methods, 7(8), 3353-3362.
  5. Roop, JK. (2018). Hypervitaminosis – An Emerging Pathological Condition. International Journal of Health Sciences and Research, 8 (10), 280-288
  6. ภญ.ณัฐธิดา วรากุลปกรณ์ศิริ, วิตามินอี ดีต่อสุขภาพและความงาม (ออนไลน์), แหล่งที่มา: https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/วิตามินอี-ดีต่อสุขภาพแล/. สืบค้นวันที่ 28 มิถุนายน 2565.
  7. นศภ. ทศพล จันทร์ดี, วิตามินอี (Vitamin E) ดี โทษ อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบ! (ออนไลน์), แหล่งที่มา : https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=33. สืบค้นวันที่ 28 มิถุนายน 2565.