โรคเมลิออยโดสิส-ไข้ดิน-Melioidosis
ความจริงเกี่ยวกับโรคเมลิออยโดสิสในประเทศไทย
ในช่วงนี้ หลายคนกำลังได้ยินประเด็นข่าวการระบาดของโรคเมลิออยโดสิส หรือ ‘โรคไข้ดิน’ และมีความตระหนกว่า เรากำลังเผชิญกับโรคร้ายชนิดใหม่หรือไม่? สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยข่าวลือเรื่อง “ไวรัสดินลึกลับ” โรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนได้ ขอให้ลองอ่านข้อมูลนี้ อย่าตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมพร้อม เมลิออยโดสิสไม่ใช่เรื่องลึกลับ และไม่ใช่ไวรัส แต่มันคือแบคทีเรียที่อยู่คู่กับสภาพอากาศเขตร้อนของบ้านเรามานานแล้ว
เรื่องเข้าใจผิดที่ 1: “นี่คือโรคอุบัติใหม่”
ความจริง: โรคเมลิออยโดสิสมีการศึกษาในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการวิจัยโรคนี้ระดับนานาชาติ เชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei อาศัยอยู่ในดินแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแต่ไหนแต่ไร โดยมีความเข้มข้นของเชื้ออยู่มากที่สุดในภาคอีสานบ้านเรา มันไม่ได้ “กลายพันธุ์” ให้รุนแรงขึ้น แต่ความตระหนักรู้ของเราเพิ่มขึ้นตามกระแสข่าวในปัจจุบัน ประเทศไทย พบผู้ป่วยมากกว่า 4,000 รายต่อปี และอาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20-30% โดยอัตรานี้จะสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง
เรื่องเข้าใจผิดที่ 2: “แค่หายใจก็ติดเชื้อได้”
ความจริง: นี่คือความจริงเพียงครึ่งเดียวที่สร้างความกลัวเกินเหตุ คุณไม่สามารถติดโรคนี้จากการเดินตามท้องถนนในเมืองได้ และเชื้อโรคนี้ไม่ได้มีการแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางการหายใจเหมือนโรคโควิด การติดเชื้อทางการหายใจมักเกิดขึ้นเฉพาะในช่วง สภาพอากาศแปรปวนรุนแรง เช่น พายุฝนหรือพายุไต้ฝุ่น ซึ่งลมแรงพอที่จะทำให้เชื้อจากดินฟุ้งกระจายเป็นละอองฝอย ทั้งนี้ จะเกิดเฉพาะในพื้นที่ที่มีเชื่อปนเปื้อนในดินเช่นทางภาคอีสาน เป็นต้น โอกาสเกิดน้อยมาก ๆ ในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล
“ทำไมต้องตอนนี้?”: ความเชื่อมโยงกับฤดูฝน
ทำไมเราถึงพบผู้ป่วยมากขึ้นในช่วงนี้? ในฤดูแล้ง เชื้อแบคทีเรียจะอาศัยอยู่ลึกใต้ดิน แต่เมื่อฤดูฝนมาถึง ระดับน้ำใต้ดินจะสูงขึ้นและดันเชื้อขึ้นมาที่ผิวดิน นี่คือเหตุผลที่เกษตรกรและผู้ที่เดินเท้าเปล่าลุยน้ำท่วมมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ประชากรกลุ่มเสี่ยง
ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันมักจะเพียงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อในปริมาณน้อยได้ แต่หากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่อเชื้อแบคทีเรียบกพร่อง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงขึ้น เช่นในผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต โรคธาลัสซีเมีย การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ดังนั้นจะพบการติดเชื้อมากขึ้นในคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีโรคประจำตัวดังกล่าว และไม่พบว่าการติดเชื้อมีความสัมพันธ์กับการได้รับวัคซีนใดๆ
โรคนี้ป้องกันได้อย่างไร
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินในแหล่งระบาด: หากต้องเดินลุยโคลนหรือน้ำขัง ต้องสวมรองเท้าบูท โดยเฉพาะคนที่มีแผลที่เท้าห้ามละเลยเด็ดขาด
• หลีกเลี่ยงการสูดดมละอองดิน ละอองน้ำ ที่มักเกิดในช่วง “พายุ” การไถพรวนที่มีการพลิกหน้าดิน
• ในพื้นที่ชนบท ต้องมั่นใจว่าน้ำดื่มผ่านการต้มสุก โดยเฉพาะน้ำบาดาล น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำประปา เพราะเชื้อชนิดนี้แพ้ความร้อน
มีอาการอะไรได้บ้าง
โรคเมลิออยโดสิสวินิจฉัยได้ยากเพราะไม่มีอาการเฉพาะเจาะจงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “นักลอกเลียนแบบ” ที่เลียนแบบอาการของโรคอื่น ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางไหน อาการก็จะเปลี่ยนไปตามส่วนนั้น ที่พบบ่อยที่สุดคือระบบการหายใจ อาจทำให้มีอาการเหมือนคนเป็นวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก ไอมีเสมหะ อาจมีการอักเสบและฝีหนองที่อวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกได้ เช่นฝีหนองที่ผิวหนัง ตับ ม้าม ไต ระบบข้อและกล้ามเนื้อ ช่องเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มหัวใจ สมอง และที่พบมากและมีอันตรายที่สุดคือการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะช็อกระบบการหายใจและการไหลเวียนล้มเหลว เสียชีวิตได้
การวินิจฉัย
สำคัญที่สุดคือการจับเชื้อก่อโรคให้ได้ โดยการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ โดยเฉพาะหนองฝีจากผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือที่เหมาะสมและใช้เวลา 1-3 วัน ทั้งนี้ระหว่างรอการวินิจฉัยยืนยัน แพทย์สามารถใช้ชุดตรวจวินิจฉัยทางน้ำเหลืองเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีการดำเนินการวิจัยโรคเมลิออยโดสิสมาเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 50 ปี ได้มีการผลิตชุดตรวจเมลิออยโดสิส หลายรูปแบบ ทั้งการตรวจโปรตีนของตัวเชื้อและการตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อ ที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อให้แพทย์ให้ยารักษาที่ตรงและครอบคลุมกับโรคได้ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยยืนยันด้วยการเพาะเชื้อ
โรคเมลิออยโดสิสนั้นรุนแรง แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะต้องอยู่อย่างหวาดกลัว การสวมรองเท้าป้องกันไม่สัมผัสดินในแหล่งระบาด โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง และการรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ คือวิธีเอาชนะ “ไข้ดิน” นี้ ขอให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกลายเป็นพลังในการสร้างความตระหนักรู้และความปลอดภัยให้แก่คนไทยทั้งประเทศ หากคุณมีไข้สูงที่ไม่ลดลงหลังทานยาพาราเซตามอล และมีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำ ขอให้แจ้งแพทย์ทันทีว่า: “กังวลเรื่องโรคเมลลิออยโดสิส”

