พยาธิที่ไชตามตัว

พยาธิที่ไชตามตัว
ท่านคงเคยเห็นคลิปในสื่อสังคมออนไลน์ที่มี “รอยเส้นคดเคี้ยวสีแดงใต้ผิวหนัง” ที่ค่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ หรือเคยได้ยินเรื่องคนที่มีก้อนบวมเคลื่อนที่ไปมาตามใบหน้า แขน และขาบ้างมั้ย?
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่เป็นสิ่งที่พบได้จริงในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่ชอบรับประทานอาหาร สุกๆ ดิบๆ หรือผู้ที่ทำงานสัมผัสกับดินบ่อยๆ ซึ่งวันนี้จะมาแนะนำให้รู้จักกับพยาธิที่ไชตามตัว 3 ชนิดที่พบได้บ่อย ได้แก่:
>>> 1. โรคพยาธิปากขอ (Hookworm)
โรคพยาธิปากขอเกิดจาก “ตัวอ่อนพยาธิปากขอของสัตว์” (ส่วนใหญ่คือสุนัขและแมว) ที่ปะปนอยู่ในดินที่ปนเปื้อนมูลสัตว์ เมื่อคนเดินเท้าเปล่า นั่งบนพื้นดิน หรือทำสวนโดยไม่สวมถุงมือ ตัวอ่อนพยาธิสามารถชอนไชผ่านผิวหนังปกติเข้าไปได้ แม้ผิวหนังจะไม่มีแผลก็ตาม
ติดได้อย่างไร
• สัมผัสดินที่ปนเปื้อนอุจจาระสุนัขหรือแมวที่มีพยาธิ
• เดินเท้าเปล่าบนดินหรือทราย
• นั่งหรือนอนบนพื้นดินที่อาจมีเชื้อ
• ทำสวน ปลูกต้นไม้ ขุดดิน โดยไม่สวมถุงมือ
อาการและสัญญาณที่ต้องสังเกต
ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ “รอยเส้นคดเคี้ยวสีแดงใต้ผิวหนัง” ที่ค่อยๆ ยาวขึ้นวันละไม่กี่มิลลิเมตรถึงเซนติเมตร พร้อมกับอาการคันมาก
Note: รอยเส้นยาวๆ ที่เห็นไม่ใช่ “ขนาดของตัวพยาธิ” แต่เป็น “รอยทางเดิน” ของตัวอ่อนพยาธิปากขอที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ใต้ชั้นผิวหนัง บริเวณที่พบบ่อย: ฝ่าเท้า นิ้วเท้า ง่ามเท้า มือ แขน ขา สะโพก (บริเวณที่สัมผัสดินโดยตรง)
พยาธิชนิดนี้เป็น “พยาธิของสัตว์” ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในร่างกายคนได้ ดังนั้น
• พยาธิจะไชอยู่แค่ชั้นหนังกำพร้า ไม่ไชลึกไปกว่านั้น
• ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ตัวอ่อนพยาธิจะตายไปเอง
• ไม่ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทหรืออวัยวะภายใน
แนะนำให้พบแพทย์เพื่อ:
• วินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นพยาธิชอนไชผิวหนังจริง (ไม่ใช่โรคผิวหนังอื่น)
• รับยาฆ่าพยาธิ เพื่อลดอาการคันและทำให้หายเร็วขึ้น
• ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจากการเกา
วิธีป้องกัน
• สวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน โดยเฉพาะบนพื้นดิน พื้นทราย
• สวมถุงมือเมื่อทำสวน ปลูกต้นไม้ หรือขุดดิน
• หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นดินโดยตรง
• ถ้าเลี้ยงสุนัขหรือแมว ฝึกให้ถ่ายเป็นที่เป็นทาง และเก็บมูลสัตว์ทันที
• พาสัตว์เลี้ยงไปถ่ายพยาธิตามกำหนด
>>>2. โรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)
โรคพยาธิตัวจี๊ดเกิดจากพยาธิตัวกลม ชื่อวิทยาศาสตร์ Gnathostoma spinigerum ตัวแก่ยาวประมาณ 1.5 – 3.0 เซนติเมตร มีลักษณะลำตัวกลมยาว หัวคล้ายลูกฟักทองที่มีหนามปกคลุม ส่วนตัวอ่อนที่พบในคนยาวประมาณ 0.4 – 0.9 เซนติเมตร และมีลักษณะสำคัญคือ “เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ” ในร่างกายของคน
ติดได้จาก
• รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะปลาน้ำจืด
• รับประทานอาหารหมัก เช่น ปลาส้ม ปลาร้าดิบ เป็นต้น
อาการที่พบบ่อยที่สุด (ใต้ผิวหนัง)
• บวมแดงตามแขน ขา ลำตัว หรือใบหน้า
• มีรอยทางแดงๆ ตามแนวที่พยาธิไชผ่านไป
• อาการบวมจะเป็นอยู่ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แล้วหายไปเอง แม้ไม่ได้รับการรักษา
• หลังจากนั้นอาจบวมขึ้นใหม่ในบริเวณอื่นใกล้ๆ กัน — นี่คือลักษณะเด่นของโรคนี้!
• บางครั้งคลำได้เป็นก้อนคล้ายเนื้องอก
อาการรุนแรง
พยาธิตัวจี๊ดไม่ได้อยู่แค่ใต้ผิวหนังเสมอไป หากไชเข้าอวัยวะภายในอาจทำให้เกิดอาการรุนแรง:
• ตา – อาจทำให้การมองเห็นผิดปกติ ไปจนถึงตาบอด
• ปอด – ไอ หายใจลำบาก
• กระเพาะปัสสาวะ – ปัสสาวะเป็นเลือด
• สมอง – อาเจียน คอแข็ง ปวดตามเส้นประสาท อันตรายถึงชีวิต
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคพยาธิตัวจี๊ดอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน เนื่องจากการผ่าเข้าไปในก้อนบวมมักไม่พบตัวพยาธิ (เพราะพยาธิเคลื่อนที่ไปที่อื่นแล้ว) แพทย์จะพิจารณาจาก:
• อาการเจ็บ ปวด บวม และเคลื่อนที่ได้
• ประวัติการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ
• การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อพยาธิ
วิธีป้องกัน
• รับประทานอาหารปรุงสุกเท่านั้น
• หากมีอาการบวมเคลื่อนที่ได้ โดยเฉพาะมีประวัติกินอาหารสุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์
>>>3. โรคพยาธิหอยโข่ง (Angiostrongyliasis) หรือ “พยาธิปอดหนู”
พยาธิหอยโข่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Angiostrongylus cantonensis หรือที่เรียกว่า “พยาธิปอดหนู” เป็นพยาธิตัวกลมที่ปกติอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู ตัวแก่ยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ตัวเมียมีลักษณะสีแดงสลับสีขาวพันเป็นเกลียวคล้ายเครื่องหมายของร้านตัดผม ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ทุกภาค โดยพบบ่อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง
วงจรชีวิตแบบเข้าใจง่าย
1. พยาธิตัวแก่อยู่ในปอดหนู → ออกไข่ → ตัวอ่อนปะปนออกมากับอุจจาระหนู
2. ตัวอ่อนไชเข้า “หอย” น้ำจืด น้ำบก และหอยทาก เช่น หอยโข่ง หอยขม หอยเชอรี่ หอยทากยักษ์ แล้วเจริญเป็น “ตัวอ่อนระยะติดต่อ”
3. เมื่อคนกินหอย (หรือสัตว์พาหะอื่น) ที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อโดยไม่ปรุงสุก → ตัวอ่อนเข้าสู่ร่างกาย
4. ตัวอ่อนเดินทางเข้าสู่ “ระบบประสาทส่วนกลาง” ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และตา ทำให้เกิดโรค
ติดได้อย่างไร
• รับประทานหอยดิบ โดยเฉพาะหอยโข่ง หอยขม หอยเชอรี่
• รับประทานกุ้ง ปูน้ำจืด กบ ตะกวด ที่ปรุงไม่สุก
• รับประทานผักสดที่ล้างไม่สะอาดและอาจมีทากเล็กๆ หรือเมือกหอยปนเปื้อน
• ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนตัวอ่อนพยาธิ
อาการและสัญญาณที่ต้องสังเกต
หลังกินตัวอ่อนเข้าไปประมาณ 1 – 4 สัปดาห์ ตัวอ่อนจะเดินทางไปที่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิด “โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล” (Eosinophilic meningitis)
อาการที่พบบ่อย
• ปวดศีรษะรุนแรง (เป็นอาการเด่นที่สุด)
• มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน
• คอแข็ง (สัญญาณของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
• ปวดกล้ามเนื้อ ปวดแสบปวดร้อนตามแขนขา
• อ่อนเพลีย ไวต่อแสง
อาการรุนแรง
• ชักเกร็ง อ่อนแรง อัมพาต
• หากพยาธิไชเข้าตา อาจทำให้ตาอักเสบ ตามัว ตาบอดได้
• ในรายรุนแรง อาจเสียชีวิตได้
วิธีป้องกัน
• ไม่รับประทานหอย กุ้ง ปู กบ ตะกวด แบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ปรุงให้สุกทั่วทั้งชิ้น
• ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดด้วยน้ำไหลผ่านหลายๆ ครั้ง
• ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุก หรือน้ำขวดที่ได้มาตรฐาน
• ควบคุมประชากรหนูในบ้านและรอบบ้าน
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสหอยทาก หรือล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัส
—————-
สรุปการป้องกัน 7 ข้อ เพื่อป้องกันพยาธิไชตามตัว
1. กินร้อน – ปรุงอาหารให้สุกทั่วทั้งชิ้น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์น้ำจืด หอย กุ้ง ปู กบ
2. ช้อนกลาง ส่วนตัว -ใช้ช้อนกลางและแยกภาชนะ ลดการปนเปื้อน
3. ล้างมือ – ก่อนและหลังเตรียมอาหาร หลังสัมผัสดิน หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง
4. ล้างผักผลไม้ – ด้วยน้ำไหลผ่านหลายๆ ครั้ง
5. สวมรองเท้าและถุงมือ – เมื่อต้องสัมผัสดินหรือทำสวน
6. ดูแลสัตว์เลี้ยง – ถ่ายพยาธิตามกำหนด ฝึกให้ถ่ายเป็นที่ เก็บมูลสัตว์ทันที
7. สังเกตอาการ – ถ้ามีรอยแปลกๆ ใต้ผิวหนัง บวมเคลื่อนที่ได้ หรือปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับประวัติกินอาหารเสี่ยง ให้รีบพบแพทย์
สัญญาณเตือนที่ท่านควรมาพบแพทย์ทันที หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
• รอยเส้นคดเคี้ยวสีแดงใต้ผิวหนังที่ค่อยๆ ยาวขึ้น
• มีก้อนบวมแดงที่เคลื่อนที่ไปมาตามร่างกาย
• ปวดศีรษะรุนแรง ร่วมกับคอแข็ง ไข้ คลื่นไส้อาเจียน
• การมองเห็นผิดปกติ ตามัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
• ปวดแสบร้อนตามแขนขาโดยไม่ทราบสาเหตุ
นัดหมายตรวจพยาธิ https://www.tropmedhospital.com/booking/parasite-clinic.html
———————
แหล่งข้อมูล
ผศ.ดร.นพ.สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
แหล่งข้อมูล: www.tropmedhospital.com
Facebook: โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน